วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

สถาปนิก Idol รุ่นพี่ลาดกระบัง

สัมภาษณ์สถาปนิก Idol รุ่นพี่ลาดกระบัง

จากการมอบหมายงานวิชา Professional Practice ให้สัมภาษณ์สถาปนิกรุ่นพี่ที่จบจากลาดกระบัง จึงได้ติดต่อพี่รหัส ซึ่งพี่อ๊อบ ณัฐสิทธิ์ เล็กเจริญวงศ์ ก็ยินดีที่จะให้สัมภาษณ์ และพี่อ๊อบก็พาไปสัมภาษณ์ถึงบริษัท INTERPAC ซอยอารีย์ เพื่อให้สัมผัสถึงบรรยากาศในการทำงานอีกด้วย

บริษัท INTERPAC

พี่อ๊อบ ณัฐสิทธิ์ เล็กเจริญวงศ์

นักศึกษา :         ประวัติส่วนตัว เรียนจบแล้วพี่ทำงานเลยหรือเปล่าค่ะ    
รุ่นพี่      :          ใช่ครับ พี่เป็นเด็กซิ่ว ตอนแรกเรียน landscape ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ในปีต่อมาพี่ก็ลองเอนทรานส์ ใหม่ ตัดสินใจซิ่วมาเรียนต่อที่ลาดกระบัง เพราะจริงๆ แล้วบ้านพี่ก็อยู่ที่กรุงเทพด้วย ได้มาเข้าเรียนตอนปี 43 และจบการศึกษาในปี 47 ด้วยความที่พี่ได้มีโอกาสมาร่วมงานกับอาจารย์ไก่บ้างในช่วงตอนอบรมสัมมนา พี่ก็เลยได้ มีโอกาสรู้จักกับอาจารย์ยอดครับตั้งแต่ปี 2 ปิดเทอมได้ไปฝึกงาน มีการติดต่อกันเป็นช่วงๆอยู่แล้ว ได้ไปเที่ยวกับพี่ๆ ที่ไปฝึกงานรุ่นก่อน พอธีสิสจบ เรียนจบแล้วก็รีบหางานตามกระแส เลยลองส่งผลงานมาที่นี่ ในตอนนั้นคือรู้สึกว่ามาเที่ยวกับเขาเยอะแล้ว จึงตอบแทนเขาบ้าง ก็คือช่วยๆ กัน แล้วก็อยู่ยาวเลย ไม่ได้ย้ายไปไหนเลย ตอนนี้พี่ก็ทำงานที่นี่มาเป็นปีที่ 9 แล้ว เป็นคนแรกของลาดกระบังที่เข้ามาหลังช่วงปี 40 ก่อนหน้านี้จะเป็นพวกจุฬา ศิลปากร เป็นส่วนใหญ่ และหลังจากนั้นก็ เริ่มมี connection มาเรื่อยๆ หลังๆเลยเริ่มมีเด็กลาดกระบังเข้ามาทำงาน มีพี่เบิร์ด พี่กฤษณ์ พี่กร และมีน้องๆ นักศึกษาเริ่มมาฝึกงานกันมากขั้น  

นักศึกษา :         การทำงานของที่นี่เป็นอย่างไรค่ะ
รุ่นพี่         ที่นี่จะแบ่งออกเป็น ฝ่ายออกแบบ และ ฝ่าย consult เมื่อก่อนหลักๆ คือ consult จะเป็นฝ่ายที่ ควบคุมงานจะอยู่ตามไซด์งาน  ส่วนฝ่ายออกแบบ ก็จะมีทั้ง สถาปนิก และ วิศวกรออกแบบ ในสายอาชีพอาจจะทำงานได้หลายแบบ ไม่ใช่ออกแบบได้อย่างเดียว อยู่หน้างานก็ได้ เป็น consult ก็ได้ หรือว่าจะเป็นฝ่ายขายวัสดุ แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน


ถ้าเป็นเด็กฝึกงานควรทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เขาให้ทำอะไรก็ควรทำ อย่างน้อยสิ่งที่ได้ก็คือ  connection นั้นดีที่สุดแล้ว

บรรยากาศภายในที่ทำงาน ส่วนดีไซน์


นักศึกษา:            ลักษณะงานที่พี่ทำ อยู่ฝ่าย Consult ใช่มั้ยค่ะ
รุ่นพี่:                 คือตอนนี้พี่อยู่ฝ่ายออกแบบครับ ออกแบบอาคารหลายรูปแบบ มีทั้งตัวบ้าน อาคาร แต่ช่วงหลังๆมานี้จะเป็นพวกโรงพยาบาลซักเป็นส่วนใหญ่ เป็นโปรเจคค่อนข้างใหญ่ และหลังจากที่เริ่มเข้ามา ก็มีมาเรื่อยๆตลอด ตอนนี้ก็ล่าสุดคือ รพ.รามา ที่บางพลี (จำข่าวได้มั้ยที่มีข่าวลิฟท์ถล่ม ) ในส่วนของตึกสูง อย่าง คอนโด  สำนักงานก็มีบ้าง ตอนมาใหม่ๆงานจะค่อนข้างหลากหลายเลย แต่ที่บริษัทจะมีชื่อเรื่อง consult เป็นส่วนใหญ่ แต่หลังๆก็เพิ่งเริ่มมีงานออกแบบใหญ่ๆเข้ามา ก่อนหน้านั้นจะไม่ใช่งานที่เขารู้จักกันในวงกว้าง

 บรรยากาศภายในที่ทำงาน บริเวณโถงชั้นสอง

มุมพักผ่อน


นักศึกษา :           ผลงานที่พี่ทำ
รุ่นพี่:                เดี๋ยวนี้ลักษณะงานจะเป็นโปรเจคค่อนข้างใหญ่ ส่วนมากจะทำกันเป็นทีม แต่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะทำเป็นงานเล็กๆน้อยๆมากกว่า พี่ได้มีโอกาสทำตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งแต่ช่วยเคลียร์ห้องน้ำ บันได ช่วยทำpresentationเกี่ยวกับคอม ที่นี่ดีอย่างคือได้ทำหลายอย่าง ไม่ได้ทำอย่างเดียวก็อย่างเดียวไปตลอดเลยเหมือนในองค์กรใหญ่ๆ ที่ทำงานคล้ายโรงงานอุตสาหกรรม แต่ที่นี้จะได้ทำตั้งแต่เริ่มแรกเลย (โดยพี่ยอดให้ไปอยู่ทีมกับพี่ 2-3 คน รับงานออเดอร์ เป็นบ้าน+โกดังเก็บรองเท้า ของคุณพ่อ ฟลุ๊ค มัธศยวาณิช ที่เขาทำเกี่ยวกับนำเข้ารองเท้าของสุภาพสตรี ทำเปนสต็อค เพื่อไปขายตามห้าง เป็นบ้านและโกดังควบคู่กัน เป็นลักษณะ multifunction  แถวรังสิต) เรียนรู้process ตั้งแต่แรกเลย เริ่มจาก คุยกับลูกค้า  ดีไซด์ เขียนแบบขออนุญาต เขียนแบบก่อสร้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สร้างจริง เนื่องจากมีการเปลี่ยนโปรแกรมหรือขั้นตอนบางอย่าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการทำงานที่จะมีการเฟลบ้าง

(เปิดงาน โรงพยาบาลที่บางพลี จ.สมุทรปราการ)
รุ่นพี่:                  ตอนนี้ทำตัวอาคารเพิ่มอยู่ เน้น function เป็นหลัก เนื่องจากภายในอาคารจะมีทั้ง หมอ พยาบาล พฤติกกรรมการทำงานของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ทุกคนต้องทำงานเชื่อมกัน ต้องสามารถทำงานอยู่ร่วมกันได้ ถอดเป็น mass เสนอภาพรวมตัวอาคารให้ดู แปลนตามrequirement บรรยากาศตัวอาคารมีอยู่ครั้งนึงที่ทำออกมาแล้ววิ่งวนไหลลื่น ให้เป็นทางเลือกหนึ่งของลูกค้า จะบอกว่าอาคารที่ดูเก๋ๆหรือดูดี อาจไม่ถูกเลือกเสมอไป เพราะต้องดูพฤติกรรมการทำงานด้วย การใช้งานต้องเข้ากันได้อย่างลงตัว Concept ด้านนอก ต้องเข้ากับอาคารอื่นๆด้วยส่วนconcept ด้านในต้องคิดไปพร้อมๆกัน พร้อมกับ interior)

นักศึกษา :           การปฏิบัติตนต่อการทำงาน


รุ่นพี่:                 ที่สำคัญมากเลยจะบอกว่าตอนเรียนกับตอนทำงานแตกต่างกันมาก อย่างตอนเรียน แบบไม่ผ่านเราก็แก้ไขโดยการแก้แบบได้ แต่พอมาทำงานจริงๆแล้วมันมีแค่เอากับไม่เอา ถ้าทำไปแล้วเขาไม่เอาปฏิเสธมา ก็หมายความว่าเขาไม่จ้างเรา เรื่องเวลาก็สำคัญต้องมาตรงเวลา การไม่ตรงต่อเวลาจะแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพ การทำงานไม่มีการสอบซ่อม มีบ้างแต่น้อย และยิ่งเป็นเด็กใหม่ด้วยเขาจะถือว่าเขามีตัวเลือกค่อนข้างมาก ไม่จำเป็นต้องเลือกเราก็ได้ ดังนั้นความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ควรทำให้เป็นภาพลักษณ์ ในโลกวงการของสถาปนิกมันแคบกว่าที่คิดจริงๆ เช่น มีน้องที่จุฬาคนหนึ่งออกจากที่นี่ไป แล้วไปสมัครอีกที่หนึ่ง ปรากฏว่าเจ้าของเป็นเพื่อนของพี่ที่ออกจากออฟฟิศนี้ไป ดังนั้นถ้าทำดีไว้ก่อน ถือว่าดี เพราะจะเป็นภาพลักษณ์ที่จะติดตัวเราไปตลอด
เรื่อง connection ก็สำคัญ เพื่อนในวงการ เพื่อนในมัธยม หรือแม้กระทั่งเพื่อนจากการกินเหล้า การมี connection อาจจะทำให้รู้เรื่อง no how บางอย่างได้ รวมทั้งเราอาจจะได้งานจากอาชีพอื่นๆ เช่น ญาติ เพื่อนเก่าสมัยเด็กๆ
เรื่อง ความรู้ ต้องสะสมเป็นประสบการณ์ไปเรื่อยๆ

นักศึกษา:           Trend การออกแบบสมัยนี้
รุ่นพี่:                 ในบ้านเราน่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เน้นพวกวัสดุธรรมชาติกันมากขึ้น และยังสุขภาพมากขึ้น เพื่อสาธารณะ การออกแบบเพื่อรองรับพวกนี้จึงน่าสนใจ โซเชี่ยลอินเตอร์เนตก็มีส่วนสำคัญ โปรเจคส่วนใหญ่น่าจะมีรองรับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว AEC ก็สำคัญ ต้องดูว่าหลังเปิดAEC จะมีผลกระทบอะไรบ้าง ภาษาก็มีผลเพราะต่างชาติเก่งๆก็จะสามารถเข้ามาทำงานได้มากขึ้น ลาว พม่าก็มีฝีมือในแบบของเขา อืม..แล้วตอนนี้ยังมีให้ดราฟท์อาคารสูงอีกมั้ย

นักศึกษา :          ยังมีคะ ดราฟท์ตึก ปตท. ตึกเล็กไป แต่ตอนนี้ย้ายคอนตึกสูงไปปีสามแล้ว
รุ่นพี่ :                ตึกนวัตกรรมเลยนะ ตอนที่พี่เรียนอยู่นะพี่ก็รู้สึกว่า ทำทำไม ดราฟท์แล้วจะช่วยอะไร สุดท้ายก็คือลอกๆ เขามา พี่ก็เลยไปหาโรงพยาบาลมาทำ เพราะพี่อยากรู้งานระบบ แต่พอมาถึงตอนนี้ นี่มองกลับไป ก็ดี อย่างน้อยเรื่องที่เล็กที่สุดเลยจะมองเห็นว่าแบบก่อสร้างหน้าตาจริงๆ มันเป็นอย่างไร เรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้ ก็ได้ผ่านหูผ่านตา แบบก่อสร้างมันต้องมีอย่างนี้นะโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นผลดีทางอ้อม
ต้องดูว่าตัวเราจบไปอยากไปเป็นสถาปนิกจริงๆ รึเปล่า หรือว่าพอแล้ว อยากจะทำงานอย่างอื่น
นักศึกษา :          ก็อยากทำแอนิเมชั่น แต่จากคราวก่อนที่ Supermachine มาบรรยาย ได้เห็นว่าเป็นสถาปนิกไม่จำเป็นต้องทำอย่างเดียว เขาก็ทำอย่างอื่นได้
รุ่นพี่ :                            ควรมีเป้าหมายในชีวิตว่าอนาคต 5 ปี 10 ปี  ข้างหน้าว่าตอนนั้นเราอยากจะทำอะไร ทำได้ ไม่ได้อย่างที่เราอยากเป็น อย่างน้อยเรายังมีเป้าให้เดิน แล้วถ้าเราไม่คิดไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งในชีวิต เราจะเคว้งมาก เครียดมาก เพราะว่าก็เคยเกิดขึ้นกับพี่ เฮ้ย เราจะทำอะไรดี อันนี้ก็ไม่เวิร์ค อันนั้นก็ไม่เวิร์ค แต่ถ้าเรามีการวางแผนไว้ก่อนนะ ถึงแม้จะไม่ได้ตามเป้า แต่อย่างน้อยก็ไปเกินครึ่ง อย่างพี่ก็คิดบ้างว่าทำงานสักสองสามปี แล้วเรียนโทต่อ แต่พอความเป็นจริงแล้ว เฮ้ย ทำงานมาสองปีแล้ว อยากเห็นหน้างาน ยังไม่เคยเห็นเลย เรียนโทไว้ก่อนก็ได้ เห็นหน้างานสำคัญกว่า แล้วพี่ก็ค่อยหาที่เรียนโท เรียนโทเกี่ยวกับอสังหาที่ธรรมศาสตร์ เดิมทีพี่ชอบตัวเลขอยู่แล้ว
นักศึกษา :          (ยิ้ม)
รุ่นพี่ :                ไม่ชอบตัวเลขละสิ ชอบฟิสิกส์มั้ย
นักศึกษา :          ติดลบเลยคะ
รุ่นพี่ :                ชอบชีวะมั้ย
นักศึกษา :          กลางๆ ค่ะ วิทยาศาสตร์นี่ระดับปานกลาง ชอบวาดรูปมากกว่า
รุ่นพี่ :               เหมือนกันเลย พี่ก็ชอบวาดรูป ตอนพี่อยู่มัธยม ม.6 เพื่อนก็ชมบอกเข้าถาปัตเถอะ ตอนนั้นพี่คิดว่า ถาปัตคือไรวะ? แต่โอเคก็เข้าถาปัต พี่เลยไปเรียนพิเศษ มีช่วงนั้นก็ฮิตๆ เรียน ไม่รู่ตอนนี้ยังมีอยู่หรือเปล่านะ พี่ไปเรียนฟิสิกส์กับอาจารย์ตัวต่อตัว เขาก็บอกว่ามีหัวทางด้านวิศวะเข้าวิศวะเถอะ แต่พี่ไม่อยากเข้าวิศวะ ไม่อยากออกแบบอาคารแล้วตึกถล่ม โดนจับเข้าคุก สรุปมาเรียนถาปัต
นักศึกษา :          ตึกถล่มก็โดนจับเข้าคุกนะพี่
รุ่นพี่ :                            ไม่ต่างกันเลย.. นี่แหละเป็นความไม่รู้ พ่อกับแม่พี่เรียนบัญชี พี่สาวพี่ทำโฆษณา มาทางสายการตลาด มาแนวอาร์ต รับความกดดันสูง มี eco สูง มีความคิดสูง โดนฝึกว่าให้พูดคอมเมนต์แรงๆ ดังนั้นห้ามเฟล ท้าทายจริงๆ ส่วนในวงสถาปัตก็จะมีบ้าง แต่ไม่เยอะ ชีวิตตอนทำงานกับตอนเรียนก็ไม่เหมือนกัน

นักศึกษา :          ชีวิตตอนทำงานกับตอนเรียนนี่ ต่างกันอย่างไรคะ
รุ่นพี่ :                            อย่างตอนทำงานเราจะทำเป็นเวลา ตอนไปเรียนเราสามารถออกแบบเวลาทำงานของเราเองได้ มีการปรับเปลี่ยนเวลาด้วยตนเอง อย่างจะทำงาน นอน ออกกำลังกายตอนไหน แล้วค่อยไปเรียน แต่เวลาทำงานในออฟฟิศอย่างนี้ จะกลายเป็นว่า เช้าตื่นมาทำงาน พอเลิกงาน ท้องฟ้าก็มืดแล้วก็ต้องมีเวลาปรับเปลี่ยนการทำงานบ้าง แต่ถ้าทำเปFreelance  ก็มีเวลาปรับเปลี่ยนเวลาด้วยตัวเอง ก็ดีในแบบหนึ่ง แต่งาน Freelance ควรรู้ทุกอย่าง เรื่องการเงินด้วย เราต้องบริหารทุกอย่างด้วยตัวเอง บริหารชีวิตให้เป็น ทำอย่างไรให้มีเงินอยู่เรื่อยๆ เพราะอาจเกิดช่วงที่ไม่มีงานเข้ามาอาจจะขาดรายได้ได้ การติดต่อลูกค้า จะต้องทำให้ภาพลักษณ์ดี ความรับผิดชอบต้องสูงมาก บริการจัดการเวลาดี มีวินัยกับตัวเองสูง
นักศึกษา :          พี่เคยเป็น Freelance มั้ยคะ
รุ่นพี่ :                  ไม่ครับ พี่ไม่เคยเปfreelance แต่มีการรับงานมาทำบ้าง อาจเปนเรื่องทางบ้านหรือทางการเงินบ้าง
นักศึกษา :          แล้วพี่รับงานนอกบ่อยมั้ยคะ
รุ่นพี่ :                ช่วงจบใหม่ๆ รับงานบ้าง มีก็ทำแล้วแบ่งเวลาเลิกงานไปทำ แต่งานหลักก็ห้ามเสียด้วย ก็เป็นความรับผิดชอบของเรา แต่ก็แล้วแต่ออฟฟิศเหมือนกัน บางที่ก็ห้าม  เพราะกลัวเรื่องผลกระทบกับงาน ถ้าทำแล้วไม่เสียงานหลักก็สามารถทำได้ เค้าจะเรียกกันว่า รับฝิ่น”  อย่างออฟฟิศนี้มีรับงานนอก เพราะมีวิศวกร  ทั้งวิศวกรเครื่องยนต์ โยธา สุขาภิบาล ก็ทำนอกเวลาไป แต่ความรู้ทางด้าน Freelance ให้ประสบการณ์ได้น้อย  ถ้าการได้มีโอกาสทำงานในหลายๆองค์กร ก็จะทำให้เราได้รู้ประสบการณ์ต่างๆ มากขึ้นเพราะแต่ละองค์กรก็จะมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน
                           
                    อาจารย์ไก่สร้างงานนี้ขึ้นมาเพื่อให้น้องๆ ได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นพี่ พี่ยอดบอกว่า การรักษาคอนเนคชั่นเป็นสิ่งที่สำคัญควรรักษาไว้ทั้งแนวตรง กับแนวราบ
แนวตรง : สายงานในรุ่นเดียวกัน สน. ศอ. วจ.
แนวตั้ง   : สายรหัส รุ่นพี่ รุ่นน้องที่เราสนิท บวกลบ 5 หรือ 10 รุ่น รู้จักกันสนิทกันก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

                        อย่างแต่ก่อนมีงาน ก็ทำร่วมกัน สมัยนี้นี่แยกตึกกันแล้วใช่มั้ย
นักศึกษา :          ค่ะ มีบางกลุ่มเขาก็สนิทกัน
รุ่นพี่ :                พี่จะบอกว่า มีก็ดี จะได้ช่วยเหลืองานกัน อย่างมีพี่บางคนธีสิสทำโดม ศอ.ก็มาช่วยทำ แต่ข้อเสียก็มีบ้าง เวลาส่วนตัวก็น้อยลง แต่ก็ต้องคุมเวลาของตัวเอง

นักศึกษา :          แล้วพี่คิดว่าสถาปนิกรุ่นใหม่ๆ ที่ลาดกระบังผลิตออกมาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างค่ะ
รุ่นพี่ :                 พี่ตอบไม่ได้หรอก เพราะพี่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาสอนกันขนาดไหนแล้ว
นักศึกษา :          อืม… ค่ะ
รุ่นพี่ :                แล้วเดี๋ยวนี้ในรุ่นนี้มีผู้หญิงกี่คน เกินครึ่งหรือยัง เยอะมาก?
นักศึกษา :        ครึ่งๆ เลยค่ะ
รุ่นพี่ :                เฮ้ย ยังครึ่งเหรอ พี่นึกว่าผู้หญิงมากกว่าแล้ว
นักศึกษา :         แต่ปีหนึ่งปีนี้ ผู้หญิง 20-30 คนเอง
รุ่นพี่ :                อืมม ตอนปีพี่ผู้หญิงแค่ 7 คนเอง แล้วปริมาณก็มากขึ้นเรื่อยๆ 

                      
                สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณพี่อ๊อบที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์และได้บอก สอน แนะนำแนวทางและวิธีความคิด การดำเนินชีวิตในวัยทำงาน และขอขอบคุณวิชา Professional Practice ที่ให้โอกาสได้ทำความรู้จักกับรุ่นพี่สถาปนิกที่จบไปแล้ว



โชติกา ตรึงตราจิตกุล
54020017