สัมภาษณ์สถาปนิก Idol
รุ่นพี่ลาดกระบัง
จากการมอบหมายงานวิชา
Professional Practice ให้สัมภาษณ์สถาปนิกรุ่นพี่ที่จบจากลาดกระบัง
จึงได้ติดต่อพี่รหัส ซึ่งพี่อ๊อบ ณัฐสิทธิ์ เล็กเจริญวงศ์ ก็ยินดีที่จะให้สัมภาษณ์
และพี่อ๊อบก็พาไปสัมภาษณ์ถึงบริษัท INTERPAC ซอยอารีย์ เพื่อให้สัมผัสถึงบรรยากาศในการทำงานอีกด้วย
รุ่นพี่ : ใช่ครับ
พี่เป็นเด็กซิ่ว ตอนแรกเรียน landscape ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้
แต่ในปีต่อมาพี่ก็ลองเอนทรานส์ ใหม่ ตัดสินใจซิ่วมาเรียนต่อที่ลาดกระบัง
เพราะจริงๆ แล้วบ้านพี่ก็อยู่ที่กรุงเทพด้วย
ได้มาเข้าเรียนตอนปี ‘43 และจบการศึกษาในปี ‘47 ด้วยความที่พี่ได้มีโอกาสมาร่วมงานกับอาจารย์ไก่บ้างในช่วงตอนอบรมสัมมนา
พี่ก็เลยได้ มีโอกาสรู้จักกับอาจารย์ยอดครับตั้งแต่ปี 2 ปิดเทอมได้ไปฝึกงาน
มีการติดต่อกันเป็นช่วงๆอยู่แล้ว ได้ไปเที่ยวกับพี่ๆ ที่ไปฝึกงานรุ่นก่อน พอธีสิสจบ เรียนจบแล้วก็รีบหางานตามกระแส เลยลองส่งผลงานมาที่นี่ ในตอนนั้นคือรู้สึกว่ามาเที่ยวกับเขาเยอะแล้ว
จึงตอบแทนเขาบ้าง ก็คือช่วยๆ กัน แล้วก็อยู่ยาวเลย ไม่ได้ย้ายไปไหนเลย ตอนนี้พี่ก็ทำงานที่นี่มาเป็นปีที่
9
แล้ว เป็นคนแรกของลาดกระบังที่เข้ามาหลังช่วงปี ‘40 ก่อนหน้านี้จะเป็นพวกจุฬา ศิลปากร เป็นส่วนใหญ่ และหลังจากนั้นก็ เริ่มมี connection มาเรื่อยๆ หลังๆเลยเริ่มมีเด็กลาดกระบังเข้ามาทำงาน
มีพี่เบิร์ด พี่กฤษณ์ พี่กร และมีน้องๆ นักศึกษาเริ่มมาฝึกงานกันมากขั้น
นักศึกษา : การทำงานของที่นี่เป็นอย่างไรค่ะ
รุ่นพี่ : ที่นี่จะแบ่งออกเป็น ฝ่ายออกแบบ
และ ฝ่าย consult เมื่อก่อนหลักๆ คือ consult จะเป็นฝ่ายที่ ควบคุมงานจะอยู่ตามไซด์งาน ส่วนฝ่ายออกแบบ ก็จะมีทั้ง สถาปนิก และ วิศวกรออกแบบ
ในสายอาชีพอาจจะทำงานได้หลายแบบ ไม่ใช่ออกแบบได้อย่างเดียว
อยู่หน้างานก็ได้ เป็น consult ก็ได้ หรือว่าจะเป็นฝ่ายขายวัสดุ
แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน
ถ้าเป็นเด็กฝึกงานควรทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว
เขาให้ทำอะไรก็ควรทำ อย่างน้อยสิ่งที่ได้ก็คือ connection นั้นดีที่สุดแล้ว
นักศึกษา: ลักษณะงานที่พี่ทำ อยู่ฝ่าย Consult ใช่มั้ยค่ะ
รุ่นพี่: คือตอนนี้พี่อยู่ฝ่ายออกแบบครับ
ออกแบบอาคารหลายรูปแบบ มีทั้งตัวบ้าน อาคาร แต่ช่วงหลังๆมานี้จะเป็นพวกโรงพยาบาลซักเป็นส่วนใหญ่
เป็นโปรเจคค่อนข้างใหญ่ และหลังจากที่เริ่มเข้ามา ก็มีมาเรื่อยๆตลอด ตอนนี้ก็ล่าสุดคือ
รพ.รามา ที่บางพลี (จำข่าวได้มั้ยที่มีข่าวลิฟท์ถล่ม
) ในส่วนของตึกสูง อย่าง คอนโด สำนักงานก็มีบ้าง ตอนมาใหม่ๆงานจะค่อนข้างหลากหลายเลย
แต่ที่บริษัทจะมีชื่อเรื่อง consult เป็นส่วนใหญ่ แต่หลังๆก็เพิ่งเริ่มมีงานออกแบบใหญ่ๆเข้ามา
ก่อนหน้านั้นจะไม่ใช่งานที่เขารู้จักกันในวงกว้าง
นักศึกษา : ผลงานที่พี่ทำ
รุ่นพี่: เดี๋ยวนี้ลักษณะงานจะเป็นโปรเจคค่อนข้างใหญ่
ส่วนมากจะทำกันเป็นทีม แต่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะทำเป็นงานเล็กๆน้อยๆมากกว่า พี่ได้มีโอกาสทำตั้งแต่เริ่มแรก
ตั้งแต่ช่วยเคลียร์ห้องน้ำ บันได ช่วยทำpresentationเกี่ยวกับคอม
ที่นี่ดีอย่างคือได้ทำหลายอย่าง ไม่ได้ทำอย่างเดียวก็อย่างเดียวไปตลอดเลยเหมือนในองค์กรใหญ่ๆ
ที่ทำงานคล้ายโรงงานอุตสาหกรรม แต่ที่นี้จะได้ทำตั้งแต่เริ่มแรกเลย (โดยพี่ยอดให้ไปอยู่ทีมกับพี่ 2-3 คน รับงานออเดอร์
เป็นบ้าน+โกดังเก็บรองเท้า ของคุณพ่อ ฟลุ๊ค มัธศยวาณิช ที่เขาทำเกี่ยวกับนำเข้ารองเท้าของสุภาพสตรี
ทำเปนสต็อค เพื่อไปขายตามห้าง เป็นบ้านและโกดังควบคู่กัน เป็นลักษณะ multifunction แถวรังสิต) เรียนรู้process ตั้งแต่แรกเลย เริ่มจาก คุยกับลูกค้า
ดีไซด์ เขียนแบบขออนุญาต เขียนแบบก่อสร้าง
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สร้างจริง เนื่องจากมีการเปลี่ยนโปรแกรมหรือขั้นตอนบางอย่าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการทำงานที่จะมีการเฟลบ้าง
(เปิดงาน โรงพยาบาลที่บางพลี
จ.สมุทรปราการ)
รุ่นพี่: ตอนนี้ทำตัวอาคารเพิ่มอยู่ เน้น function เป็นหลัก เนื่องจากภายในอาคารจะมีทั้ง
หมอ พยาบาล พฤติกกรรมการทำงานของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ทุกคนต้องทำงานเชื่อมกัน ต้องสามารถทำงานอยู่ร่วมกันได้
ถอดเป็น mass เสนอภาพรวมตัวอาคารให้ดู แปลนตามrequirement
บรรยากาศตัวอาคารมีอยู่ครั้งนึงที่ทำออกมาแล้ววิ่งวนไหลลื่น ให้เป็นทางเลือกหนึ่งของลูกค้า
จะบอกว่าอาคารที่ดูเก๋ๆหรือดูดี อาจไม่ถูกเลือกเสมอไป
เพราะต้องดูพฤติกรรมการทำงานด้วย การใช้งานต้องเข้ากันได้อย่างลงตัว Concept
ด้านนอก ต้องเข้ากับอาคารอื่นๆด้วยส่วนconcept ด้านในต้องคิดไปพร้อมๆกัน พร้อมกับ interior)
นักศึกษา : การปฏิบัติตนต่อการทำงาน
รุ่นพี่: ที่สำคัญมากเลยจะบอกว่าตอนเรียนกับตอนทำงานแตกต่างกันมาก อย่างตอนเรียน แบบไม่ผ่านเราก็แก้ไขโดยการแก้แบบได้ แต่พอมาทำงานจริงๆแล้วมันมีแค่เอากับไม่เอา ถ้าทำไปแล้วเขาไม่เอาปฏิเสธมา ก็หมายความว่าเขาไม่จ้างเรา เรื่องเวลาก็สำคัญต้องมาตรงเวลา การไม่ตรงต่อเวลาจะแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพ การทำงานไม่มีการสอบซ่อม มีบ้างแต่น้อย และยิ่งเป็นเด็กใหม่ด้วยเขาจะถือว่าเขามีตัวเลือกค่อนข้างมาก ไม่จำเป็นต้องเลือกเราก็ได้ ดังนั้นความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ควรทำให้เป็นภาพลักษณ์ ในโลกวงการของสถาปนิกมันแคบกว่าที่คิดจริงๆ เช่น มีน้องที่จุฬาคนหนึ่งออกจากที่นี่ไป แล้วไปสมัครอีกที่หนึ่ง ปรากฏว่าเจ้าของเป็นเพื่อนของพี่ที่ออกจากออฟฟิศนี้ไป ดังนั้นถ้าทำดีไว้ก่อน ถือว่าดี เพราะจะเป็นภาพลักษณ์ที่จะติดตัวเราไปตลอด
เรื่อง connection ก็สำคัญ เพื่อนในวงการ เพื่อนในมัธยม หรือแม้กระทั่งเพื่อนจากการกินเหล้า
การมี connection อาจจะทำให้รู้เรื่อง no how บางอย่างได้ รวมทั้งเราอาจจะได้งานจากอาชีพอื่นๆ เช่น ญาติ เพื่อนเก่าสมัยเด็กๆ
เรื่อง ความรู้ ต้องสะสมเป็นประสบการณ์ไปเรื่อยๆ
นักศึกษา: Trend การออกแบบสมัยนี้
รุ่นพี่: ในบ้านเราน่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม
เน้นพวกวัสดุธรรมชาติกันมากขึ้น และยังสุขภาพมากขึ้น
เพื่อสาธารณะ
การออกแบบเพื่อรองรับพวกนี้จึงน่าสนใจ โซเชี่ยลอินเตอร์เนตก็มีส่วนสำคัญ โปรเจคส่วนใหญ่น่าจะมีรองรับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
AEC
ก็สำคัญ ต้องดูว่าหลังเปิดAEC จะมีผลกระทบอะไรบ้าง
ภาษาก็มีผลเพราะต่างชาติเก่งๆก็จะสามารถเข้ามาทำงานได้มากขึ้น ลาว
พม่าก็มีฝีมือในแบบของเขา อืม..แล้วตอนนี้ยังมีให้ดราฟท์อาคารสูงอีกมั้ย
นักศึกษา : ยังมีคะ
ดราฟท์ตึก ปตท. ตึกเล็กไป แต่ตอนนี้ย้ายคอนตึกสูงไปปีสามแล้ว
รุ่นพี่ : ตึกนวัตกรรมเลยนะ
ตอนที่พี่เรียนอยู่นะพี่ก็รู้สึกว่า ทำทำไม ดราฟท์แล้วจะช่วยอะไร สุดท้ายก็คือลอกๆ
เขามา พี่ก็เลยไปหาโรงพยาบาลมาทำ เพราะพี่อยากรู้งานระบบ แต่พอมาถึงตอนนี้ นี่มองกลับไป
ก็ดี อย่างน้อยเรื่องที่เล็กที่สุดเลยจะมองเห็นว่าแบบก่อสร้างหน้าตาจริงๆ
มันเป็นอย่างไร เรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้ ก็ได้ผ่านหูผ่านตา
แบบก่อสร้างมันต้องมีอย่างนี้นะโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นผลดีทางอ้อม
ต้องดูว่าตัวเราจบไปอยากไปเป็นสถาปนิกจริงๆ รึเปล่า หรือว่าพอแล้ว
อยากจะทำงานอย่างอื่น
นักศึกษา : ก็อยากทำแอนิเมชั่น แต่จากคราวก่อนที่
Supermachine มาบรรยาย ได้เห็นว่าเป็นสถาปนิกไม่จำเป็นต้องทำอย่างเดียว
เขาก็ทำอย่างอื่นได้
รุ่นพี่ : ควรมีเป้าหมายในชีวิตว่าอนาคต
5
ปี 10 ปี ข้างหน้าว่าตอนนั้นเราอยากจะทำอะไร ทำได้
ไม่ได้อย่างที่เราอยากเป็น อย่างน้อยเรายังมีเป้าให้เดิน
แล้วถ้าเราไม่คิดไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งในชีวิต เราจะเคว้งมาก เครียดมาก
เพราะว่าก็เคยเกิดขึ้นกับพี่ เฮ้ย เราจะทำอะไรดี อันนี้ก็ไม่เวิร์ค
อันนั้นก็ไม่เวิร์ค แต่ถ้าเรามีการวางแผนไว้ก่อนนะ ถึงแม้จะไม่ได้ตามเป้า
แต่อย่างน้อยก็ไปเกินครึ่ง อย่างพี่ก็คิดบ้างว่าทำงานสักสองสามปี แล้วเรียนโทต่อ
แต่พอความเป็นจริงแล้ว เฮ้ย ทำงานมาสองปีแล้ว อยากเห็นหน้างาน ยังไม่เคยเห็นเลย
เรียนโทไว้ก่อนก็ได้ เห็นหน้างานสำคัญกว่า แล้วพี่ก็ค่อยหาที่เรียนโท เรียนโทเกี่ยวกับอสังหาที่ธรรมศาสตร์
เดิมทีพี่ชอบตัวเลขอยู่แล้ว
นักศึกษา : (ยิ้ม)
รุ่นพี่ : ไม่ชอบตัวเลขละสิ ชอบฟิสิกส์มั้ย
นักศึกษา : ติดลบเลยคะ
รุ่นพี่ : ชอบชีวะมั้ย
นักศึกษา : กลางๆ ค่ะ วิทยาศาสตร์นี่ระดับปานกลาง
ชอบวาดรูปมากกว่า
รุ่นพี่ : เหมือนกันเลย
พี่ก็ชอบวาดรูป ตอนพี่อยู่มัธยม ม.6 เพื่อนก็ชมบอกเข้าถาปัตเถอะ ตอนนั้นพี่คิดว่า
ถาปัตคือไรวะ? แต่โอเคก็เข้าถาปัต พี่เลยไปเรียนพิเศษ มีช่วงนั้นก็ฮิตๆ เรียน
ไม่รู่ตอนนี้ยังมีอยู่หรือเปล่านะ พี่ไปเรียนฟิสิกส์กับอาจารย์ตัวต่อตัว
เขาก็บอกว่ามีหัวทางด้านวิศวะเข้าวิศวะเถอะ แต่พี่ไม่อยากเข้าวิศวะ
ไม่อยากออกแบบอาคารแล้วตึกถล่ม โดนจับเข้าคุก สรุปมาเรียน ‘ถาปัต
นักศึกษา : ตึกถล่มก็โดนจับเข้าคุกนะพี่
รุ่นพี่ : ไม่ต่างกันเลย..
นี่แหละเป็นความไม่รู้ พ่อกับแม่พี่เรียนบัญชี พี่สาวพี่ทำโฆษณา
มาทางสายการตลาด มาแนวอาร์ต รับความกดดันสูง มี eco
สูง มีความคิดสูง โดนฝึกว่าให้พูดคอมเมนต์แรงๆ ดังนั้นห้ามเฟล
ท้าทายจริงๆ ส่วนในวงสถาปัตก็จะมีบ้าง แต่ไม่เยอะ
ชีวิตตอนทำงานกับตอนเรียนก็ไม่เหมือนกัน
นักศึกษา : ชีวิตตอนทำงานกับตอนเรียนนี่
ต่างกันอย่างไรคะ
รุ่นพี่ : อย่างตอนทำงานเราจะทำเป็นเวลา ตอนไปเรียนเราสามารถออกแบบเวลาทำงานของเราเองได้
มีการปรับเปลี่ยนเวลาด้วยตนเอง อย่างจะทำงาน นอน ออกกำลังกายตอนไหน
แล้วค่อยไปเรียน แต่เวลาทำงานในออฟฟิศอย่างนี้ จะกลายเป็นว่า เช้าตื่นมาทำงาน
พอเลิกงาน ท้องฟ้าก็มืดแล้วก็ต้องมีเวลาปรับเปลี่ยนการทำงานบ้าง แต่ถ้าทำเป็น Freelance ก็มีเวลาปรับเปลี่ยนเวลาด้วยตัวเอง
ก็ดีในแบบหนึ่ง แต่งาน Freelance ควรรู้ทุกอย่าง เรื่องการเงินด้วย
เราต้องบริหารทุกอย่างด้วยตัวเอง บริหารชีวิตให้เป็น ทำอย่างไรให้มีเงินอยู่เรื่อยๆ
เพราะอาจเกิดช่วงที่ไม่มีงานเข้ามาอาจจะขาดรายได้ได้ การติดต่อลูกค้า จะต้องทำให้ภาพลักษณ์ดี
ความรับผิดชอบต้องสูงมาก บริการจัดการเวลาดี มีวินัยกับตัวเองสูง
นักศึกษา : พี่เคยเป็น
Freelance มั้ยคะ
รุ่นพี่ : ไม่ครับ
พี่ไม่เคยเป็น freelance แต่มีการรับงานมาทำบ้าง อาจเป็นเรื่องทางบ้านหรือทางการเงินบ้าง
นักศึกษา : แล้วพี่รับงานนอกบ่อยมั้ยคะ
รุ่นพี่ : ช่วงจบใหม่ๆ รับงานบ้าง มีก็ทำแล้วแบ่งเวลาเลิกงานไปทำ แต่งานหลักก็ห้ามเสียด้วย
ก็เป็นความรับผิดชอบของเรา แต่ก็แล้วแต่ออฟฟิศเหมือนกัน บางที่ก็ห้าม เพราะกลัวเรื่องผลกระทบกับงาน ถ้าทำแล้วไม่เสียงานหลักก็สามารถทำได้
เค้าจะเรียกกันว่า “รับฝิ่น” อย่างออฟฟิศนี้มีรับงานนอก
เพราะมีวิศวกร ทั้งวิศวกรเครื่องยนต์ โยธา
สุขาภิบาล ก็ทำนอกเวลาไป แต่ความรู้ทางด้าน Freelance ให้ประสบการณ์ได้น้อย ถ้าการได้มีโอกาสทำงานในหลายๆองค์กร
ก็จะทำให้เราได้รู้ประสบการณ์ต่างๆ มากขึ้นเพราะแต่ละองค์กรก็จะมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน
อาจารย์ไก่สร้างงานนี้ขึ้นมาเพื่อให้น้องๆ
ได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นพี่ พี่ยอดบอกว่า การรักษาคอนเนคชั่นเป็นสิ่งที่สำคัญควรรักษาไว้ทั้งแนวตรง
กับแนวราบ
แนวตรง : สายงานในรุ่นเดียวกัน สน. ศอ. วจ.
แนวตั้ง : สายรหัส รุ่นพี่ รุ่นน้องที่เราสนิท บวกลบ 5 หรือ 10 รุ่น รู้จักกันสนิทกันก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
แนวตรง : สายงานในรุ่นเดียวกัน สน. ศอ. วจ.
แนวตั้ง : สายรหัส รุ่นพี่ รุ่นน้องที่เราสนิท บวกลบ 5 หรือ 10 รุ่น รู้จักกันสนิทกันก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
อย่างแต่ก่อนมีงาน
ก็ทำร่วมกัน สมัยนี้นี่แยกตึกกันแล้วใช่มั้ย
นักศึกษา
: ค่ะ มีบางกลุ่มเขาก็สนิทกัน
รุ่นพี่ : พี่จะบอกว่า
มีก็ดี จะได้ช่วยเหลืองานกัน อย่างมีพี่บางคนธีสิสทำโดม ศอ.ก็มาช่วยทำ
แต่ข้อเสียก็มีบ้าง เวลาส่วนตัวก็น้อยลง แต่ก็ต้องคุมเวลาของตัวเอง
นักศึกษา : แล้วพี่คิดว่าสถาปนิกรุ่นใหม่ๆ
ที่ลาดกระบังผลิตออกมาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างค่ะ
รุ่นพี่ : พี่ตอบไม่ได้หรอก
เพราะพี่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาสอนกันขนาดไหนแล้ว
นักศึกษา : อืม…
ค่ะ
รุ่นพี่ : แล้วเดี๋ยวนี้ในรุ่นนี้มีผู้หญิงกี่คน เกินครึ่งหรือยัง เยอะมาก?
นักศึกษา : ครึ่งๆ เลยค่ะ
รุ่นพี่ : เฮ้ย ยังครึ่งเหรอ พี่นึกว่าผู้หญิงมากกว่าแล้ว
นักศึกษา : แต่ปีหนึ่งปีนี้ ผู้หญิง 20-30 คนเอง
รุ่นพี่ : อืมม ตอนปีพี่ผู้หญิงแค่ 7 คนเอง แล้วปริมาณก็มากขึ้นเรื่อยๆ
โชติกา ตรึงตราจิตกุล
54020017
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น